This is the Trace Id: a970c39c68c913fd956aebd1c442a823
ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก ราคาสำหรับรายบุคคล สำหรับครอบครัว สำหรับผู้ใช้รายบุคคล สำหรับผู้ใช้พรีเมียม สำหรับนักเรียน เรียนรู้เพิ่มเติม การกำหนดราคาสำหรับธุรกิจ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก สำหรับโรงเรียน การกำหนดราคาสำหรับองค์กร สำหรับองค์กร สำหรับเจ้าหน้าที่หน้างาน สำหรับองค์กรไม่แสวงผลกำไร ทำความรู้จัก Copilot Copilot Chat เอเจนต์ AI คู่มือพร้อมท์รายวัน แผนและราคา Microsoft Teams Word Excel PowerPoint Outlook OneDrive SharePoint Planner ดูแอปและบริการทั้งหมด Microsoft Office Windows 365 Microsoft Viva Microsoft Edge Microsoft Agent 365 แผนและราคา เรียนรู้การใช้งาน Copilot ประหยัดค่าใช้จ่าย บัญชีและการเรียกเก็บเงิน คำถามที่ถามบ่อย การตั้งค่าและการติดตั้ง เทมเพลต การฝึกอบรม มีอะไรใหม่ โปรแกรม Microsoft Frontier แผนการทำงานของ Microsoft 365 บล็อก Microsoft 365 ศูนย์ทรัพยากรสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ทรัพยากรการช่วยเหลือตนเอง การสนับสนุนการเรียกเก็บเงิน ชุมชน ทรัพยากรการช่วยเหลือตนเอง การช่วยเหลือตนเองสำหรับผู้ดูแลระบบ (ภาษาอังกฤษ) แผนสนับสนุน ค้นหาคู่ค้า ติดต่อฝ่ายขาย ชุมชน ทรัพยากรการช่วยเหลือตนเอง Educator Center ขอรับการสนับสนุน ชุมชน ร่วมเป็นคู่ค้า (ภาษาอังกฤษ) ทรัพยากรคู่ค้า (ภาษาอังกฤษ) ดูการสนับสนุนทั้งหมด ทดลองใช้ฟรี

Secure Access Service Edge (SASE) คืออะไร

ค้นพบวิธีการที่เฟรมเวิร์ก SASE ผสานรวมระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบบริการผ่านระบบคลาวด์เพียงหนึ่งเดียว เพื่อลดความเสี่ยง ยกระดับการรักษาความปลอดภัย ลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และรองรับการทํางานแบบไฮบริด

ภาพรวมของ Secure Access Service Edge (SASE)

SASE คือแนวทางสมัยใหม่ในการให้บริการทั้งระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยผ่านโซลูชันแบบครบวงจรบนระบบคลาวด์ ไม่ว่าจะดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มเดียวหรือโมเดลผู้ให้บริการสองราย เทคโนโลยีนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานในหลากหลายพื้นที่ โดยช่วยลดความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งบังคับใช้มาตรการป้องกันที่ได้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ใช้ อุปกรณ์ และตำแหน่งที่ตั้งต่างๆ ด้วยการใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Software-Defined Wide Area Network (SD-WAN), Secure Web Gateway (SWG) และ Zero Trust Network Access (ZTNA) ร่วมกัน SASE จะช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องข้อมูล รักษาความปลอดภัยในการเข้าถึง ลดความซับซ้อน และปรับตัวตามความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้

ประเด็นสำคัญ

  • SASE รวมระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยเข้าด้วยกันเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ให้บริการผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถลดความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มความคล่องตัวได้
  • เทคโนโลยีนี้รองรับการทำงานแบบไฮบริดและสภาพแวดล้อมบนระบบคลาวด์ยุคใหม่ โดยช่วยให้คุณเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ที่ไหนก็ตาม
  • ระบบที่สร้างขึ้นบนหลักการของ Zero Trust อย่าง SASE จะประเมินอัตลักษณ์ของผู้ใช้ บริบท และความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อบังคับใช้นโยบายการรักษาความปลอดภัยที่ปรับเปลี่ยนได้
  • โมเดลจะลดค่าใช้จ่ายและความซับซ้อน โดยการรวมเครื่องมือรักษาความปลอดภัยเข้าด้วยกัน ปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และขจัดความจำเป็นในการใช้ระบบการป้องกันเชิงขอบเขตแบบดั้งเดิม
  • การเริ่มนำ SASE ไปใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยนวัตกรรมต่างๆ เช่น ระบบตรวจจับภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI, ระบบอัตโนมัติ รวมถึงการรวมระบบกับอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และสภาพแวดล้อมเครือข่ายปลายทาง

เหตุผลที่องค์กรจำนวนมากขึ้นเปลี่ยนมาใช้ SASE

SASE คือสถาปัตยกรรมบนระบบคลาวด์ที่รวมระบบ Wide-Area Networking (WAN) และบริการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายไว้ในแพลตฟอร์มเดียวแบบครบวงจร ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองการทำงานของทีมจากระยะไกล สภาพแวดล้อมบนระบบคลาวด์ และความต้องการด้านการรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่

เนื่องจากองค์กรต่างๆ กำลังเปลี่ยนผ่านจากโมเดลแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาศูนย์ข้อมูลเป็นหลัก SASE จึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะกำหนดเส้นทางการรับส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์แบบรวมศูนย์ SASE จะส่งมอบระบบรักษาความปลอดภัยและการเชื่อมต่อที่เครือข่ายปลายทาง ซึ่งอยู่ใกล้กับผู้ใช้ อุปกรณ์ และบริการระบบคลาวด์มากขึ้น

SASE รวมฟังก์ชันระบบเครือข่ายและ Security Service Edge (SSE) เช่น SWG, Cloud Access Security Broker (CASB), ZTNA และ Firewall as a Service (FWaaS) เข้าไว้ด้วยกันเป็นบริการเดียวที่ให้บริการผ่านระบบคลาวด์ การเปลี่ยนผ่านจากการใช้เครื่องมือที่แยกส่วนกัน มาสู่ระบบการปกป้องแบบเรียลไทม์ที่ทำงานร่วมกัน จะช่วยให้ทีมไอทีสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

วิธีการที่ SASE ตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่

SASE ตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของการทำงานแบบไฮบริด การโยกย้ายไปยังระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายตัว โดยการปรับการรักษาความปลอดภัยและการเชื่อมต่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการเข้าถึงแอปพลิเคชันของผู้ใช้และแหล่งจัดเก็บข้อมูล วิธีการทำงานมีดังนี้:
 
  • อํานวยความสะดวกในการทํางานแบบไฮบริด ด้วยการมอบระบบรักษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงานที่สม่ำเสมอ ครอบคลุมทั้งผู้ใช้ ตำแหน่งที่ตั้ง และอุปกรณ์ต่างๆ
  • ลดความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการรวมระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยเข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
  • เพิ่มขีดความสามารถในการปรับขนาดและความคล่องตัว ด้วยโครงสร้างพื้นฐานบนระบบคลาวด์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เสถียรภาพการรักษาความปลอดภัย ด้วยการตรวจสอบในเวลาจริง การบังคับใช้นโยบายที่ปรับเปลี่ยนได้ และการป้องกันภัยคุกคาม
ตัวเลือกการปรับใช้งานและสถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรม SASE ได้รับการออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่น โดยส่งมอบบริการได้ใกล้กับผู้ใช้ แอป และทรัพยากรต่างๆ มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังคงรักษามาตรการควบคุมด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพไว้ได้ องค์กรต่างๆ สามารถเลือกโมเดลการปรับใช้งานที่ตอบสนองความต้องการด้านการดำเนินงานและประสิทธิภาพได้ดีที่สุด:
 
  • การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายปลายทางสองฝั่ง: SASE เชื่อมโยงผู้ใช้ สถานที่ปฏิบัติงาน และทรัพยากรบนระบบคลาวด์เข้าด้วยกันอย่างปลอดภัย ผ่านเครือข่ายโหนดบริการแบบกระจายตัวทั่วโลก ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมทั้งลดการพึ่งพาศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง
  • ฟังก์ชันการทํางานบนระบบคลาวด์: SASE มอบบริการด้านระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยผ่านแพลตฟอร์มระบบคลาวด์แบบกระจายตัว โดยช่วยลดเวลาแฝงให้เหลือน้อยที่สุดและปรับขนาดได้ตามความต้องการ
  • การบริหารจัดการแบบครบวงจร: แพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์เพียงหนึ่งเดียว ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยในเทคโนโลยีต่างๆ โดยปรับปรุงการบังคับใช้โยบาย การควบคุมการเข้าถึง และความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของระบบให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น
ด้วยการผสานรวมระบบรักษาความปลอดภัยและระบบเครือข่ายเข้าด้วยกันบนระบบคลาวด์ SASE จึงช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถลดความซับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และปรับตัวตามความต้องการของสภาพแวดล้อมด้านไอทีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
องค์ประกอบ

องค์ประกอบหลักของ SASE

SASE ผสานรวมเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยและระบบเครือข่ายที่จำเป็นเข้าไว้ด้วยกัน โดยสามารถทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียวหรือเลือกใช้แนวทางแบบผู้ให้บริการสองรายได้ สำรวจวิธีการที่องค์ประกอบแต่ละรายการช่วยปกป้องการเข้าถึง แอป และข้อมูล

Software-Defined Wide Area Network (SD-WAN)

Software-Defined Wide Area Network (SD-WAN) คือสถาปัตยกรรมแบบซ้อนทับที่ใช้ซอฟต์แวร์สำหรับการกำหนดเส้นทางหรือการสลับระบบ เพื่อสร้างการเชื่อมต่อเสมือนระหว่างเครือข่ายปลายทาง ทั้งในรูปแบบกายภาพและในระบบ SD-WAN มอบเส้นทางที่แทบจะไร้ขีดจำกัดสำหรับการรับส่งข้อมูลของผู้ใช้ ซึ่งปรับประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ให้เหมาะสม และให้ความยืดหยุ่นที่มีประสิทธิภาพในการเข้ารหัสและการบริหารจัดการนโยบาย

Secure Web Gateway (SWG)

Secure Web Gateway (SWG) คือบริการรักษาความปลอดภัยทางเว็บที่กรองการรับส่งข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตจากการเข้าถึงเครือข่ายที่กำหนด เป้าหมายของ SWG คือการสกัดกั้นภัยคุกคามก่อนที่จะแทรกซึมผ่านแนวป้องกันเสมือนเข้ามาได้ SWG บรรลุเป้าหมายนี้โดยการรวมเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น การตรวจหาโค้ดที่เป็นอันตราย การกำจัดมัลแวร์ และการกรอง URL

Cloud Access Security Broker (CASB)

Cloud Access Security Broker (CASB) คือแอปพลิเคชัน Software as a Service (SaaS) ที่ทำหน้าที่เป็นจุดตรวจสอบความปลอดภัยระหว่างเครือข่ายภายในองค์กรกับแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์ พร้อมทั้งบังคับใช้นโยบายการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล CASB จะปกป้องข้อมูลขององค์กรด้วยการผสมผสานระหว่างเทคนิคการป้องกัน การติดตามตรวจสอบ และการบรรเทาความเสียหาย นอกจากนี้ยังสามารถระบุลักษณะการทำงานที่เป็นอันตราย และเตือนผู้ดูแลระบบเกี่ยวกับการละเมิดการปฏิบัติตามข้อบังคับได้อีกด้วย

Firewall as a Service (FWaaS)

Firewall as a Service (FWaaS) ย้ายการป้องกันด้วยไฟร์วอลล์ไปยังระบบคลาวด์แทนที่จะอยู่บริเวณขอบเขตเครือข่ายแบบดั้งเดิม ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมโยงบุคลากรเคลื่อนที่ที่ปฏิบัติงานจากระยะไกลเข้ากับเครือข่ายขององค์กรได้อย่างปลอดภัย ในขณะเดียวกันยังคงสามารถบังคับใช้นโยบายการรักษาความปลอดภัยที่สอดคล้องกัน ซึ่งครอบคลุมไปถึงพื้นที่ที่อยู่ภายนอกที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ขององค์กร

Zero Trust Network Access (ZTNA)

Zero Trust Network Access (ZTNA) คือชุดของเทคโนโลยีบนระบบคลาวด์ที่ผสานรวมเข้าด้วยกัน ซึ่งทำงานบนเฟรมเวิร์กที่ไม่เชื่อใจใครก่อนล่วงหน้า และการเข้าถึงระบบจะได้รับอนุญาตตามหลักการรู้เท่าที่จำเป็นและการให้สิทธิ์ขั้นต่ำที่สุดแก่ผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันทั้งหมด ในโมเดลนี้ ผู้ใช้ทั้งหมดต้องได้รับการรับรองความถูกต้อง อนุญาต และตรวจสอบอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท ZTNA ขจัดปัญหาด้านประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ที่ไร้ประสิทธิภาพ ความซับซ้อนในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงของ VPN แบบดั้งเดิม

การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ที่ครบวงจร

แพลตฟอร์ม SASE ช่วยให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถจัดการ SD-WAN, SWG, CASB, FWaaS และ ZTNA ผ่านการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ที่ครบวงจร ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัย วิธีนี้ช่วยลดภาระของสมาชิกทีมไอที ทำให้สามารถทุ่มเททรัพยากรไปกับงานส่วนอื่นที่มีความเร่งด่วนมากกว่า อีกทั้งยังช่วยยกระดับประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้สำหรับบุคลากรที่ทำงานแบบไฮบริดภายในองค์กรอีกด้วย

ประโยชน์ของ SASE

SASE ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านจากการใช้เครื่องมือแบบแยกส่วนและโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม โดยการนำเสนอโมเดลการรักษาความปลอดภัยและการเข้าถึงเครือข่ายแบบครบวงจรที่ให้บริการผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ ยกระดับการรักษาความปลอดภัย ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกสภาพแวดล้อมแบบกระจายตัว

SASE รองรับทั้งธุรกิจที่กำลังเติบโตซึ่งเปิดรับการใช้งานระบบคลาวด์ และองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการบุคลากรในรูปแบบไฮบริด โดยปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้ และช่วยลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน ด้วยการรวมระบบรักษาความปลอดภัยและระบบเครือข่ายเข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว SASE จึงช่วยขจัดอุปสรรคในการเข้าถึงระบบยุคใหม่ พร้อมทั้งช่วยให้ทีมไอทีสามารถควบคุมประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ การบังคับใช้นโยบาย และเสถียรภาพการรักษาความปลอดภัยโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ข้อได้เปรียบหลักของ SASE ประกอบด้วย:
 
  • ความซับซ้อนที่ลดลงและการบริหารจัดการที่ง่ายยิ่งขึ้น: การดำเนินงานด้านไอทีจะมีความคล่องตัวมากขึ้นจากการรวมฟังก์ชันระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการในตำแหน่งที่ตั้งและอุปกรณ์ต่างๆ เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น
  • ความสามารถในการปรับขนาดสําหรับองค์กรทุกขนาด: แพลตฟอร์มนี้รองรับทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยโมเดลการปรับใช้งานที่ยืดหยุ่นและการปรับขนาดระบบตามปริมาณการใช้งานจริง
  • ประสิทธิภาพค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบำรุงรักษาจะลดลง ด้วยการเปลี่ยนทดแทนอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เดิมมาเป็นบริการบนระบบคลาวด์ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการทางธุรกิจ
  • ความยืดหยุ่นที่ได้รับการปรับปรุง: รองรับการเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ไม่ว่าผู้ใช้จะปฏิบัติงานภายในสถานที่ปฏิบัติงาน จากระยะไกล หรืออยู่ระหว่างการเดินทาง
  • ประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ที่ดีขึ้น: การรักษาความปลอดภัยจะได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพในเวลาจริง โดยช่วยลดเวลาแฝงในการเชื่อมต่อกับแอปบนระบบคลาวด์ และลดพื้นหน้าของการโจมตีทางไซเบอร์ขององค์กรให้เหลือน้อยที่สุด
  • เสถียรภาพการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น: มีการบังคับใช้นโยบายที่สอดคล้องกันในทุกตำแหน่งที่ตั้งและอุปกรณ์ ตรวจจับภัยคุกคามได้ในเวลาจริง และอนุญาตให้มีการเข้าถึงอย่างปลอดภัยโดยพิจารณาจากอัตลักษณ์และบริบทของผู้ใช้
SASE ยังรองรับการตอบสนองต่อเหตุการณ์และการกู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการมอบความสามารถในการมองเห็นข้อมูลกิจกรรมบนเครือข่าย พฤติกรรมของผู้ใช้ และสัญญาณบ่งชี้ถึงภัยคุกคามแบบรวมศูนย์อีกด้วย การดำเนินการนี้ช่วยให้สามารถตรวจจับความผิดปกติ นำการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปใช้ และขยายขอบเขตการปกป้องให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น สำหรับผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัย ย่อมหมายถึงการลดจุดบอดให้น้อยลงและการได้รับข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้งานได้มากขึ้น

ด้วยการรวมระบบรักษาความปลอดภัยและระบบเครือข่ายเข้าไว้ภายใต้กลยุทธ์เดียว SASE จึงช่วยให้องค์กรยังคงมีความคล่องตัว พร้อมทั้งสามารถตอบสนองต่อมาตรฐานระดับสูงทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงาน การปฏิบัติตามข้อบังคับ และความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคาม

การแก้ไขข้อจำกัดในโมเดลรุ่นก่อนหน้า

ระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมจำนวนมากได้รับการออกแบบขึ้นในยุคที่แอปพลิเคชันต่างๆ ยังคงติดตั้งอยู่ในศูนย์ข้อมูล และทีมงานส่วนใหญ่ปฏิบัติงานภายในสถานที่ปฏิบัติงานเป็นหลัก เมื่อองค์กรต่างๆ หันมาใช้บริการระบบคลาวด์และรองรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานจากระยะไกล โมเดลแบบดั้งเดิมเหล่านี้จึงไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการในยุคปัจจุบันได้อีกต่อไป

SASE รวมระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยเข้าด้วยกันภายใต้เฟรมเวิร์กแบบครบวงจรที่ให้บริการผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งช่วยขจัดปัญหาด้านการกระจายตัว เวลาแฝง และความเสี่ยงต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นกับแนวทางการเข้าถึงเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิม

แนวทางการแก้ไขข้อจำกัดของโมเดลแบบดั้งเดิมด้วย SASE
 
  • การกระจายตัว: โครงสร้างระบบแบบดั้งเดิมต้องพึ่งพาเครื่องมือที่หลากหลาย ซึ่งมีนโยบายและการบริหารจัดการที่แยกออกจากกัน SASE รวมคุณสมบัติเหล่านี้เข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการและยกระดับความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของระบบ
  • ความเข้ากันได้กับระบบคลาวด์: โมเดลแบบดั้งเดิมจะกำหนดเส้นทางการรับส่งข้อมูลผ่านศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้าและส่งผลให้การเข้าถึงแอปบนระบบคลาวด์ช้าลง SASE เชื่อมโยงผู้ใช้และสาขาต่างๆ เข้ากับบริการระบบคลาวด์โดยตรง ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการทำงาน
  • เสถียรภาพการรักษาความปลอดภัย: ระบบการป้องกันเชิงขอบเขตไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบกระจายตัวหรือภัยคุกคามขั้นสูงในปัจจุบันอีกต่อไป SASE นำแนวทาง Zero Trust ไปใช้ โดยรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงโดยพิจารณาจากอัตลักษณ์ บริบท และการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าผู้ใช้หรือข้อมูลจะอยู่ที่ใดก็ตาม
แม้ว่าการปฏิบัติตามข้อบังคับจะไม่ใช่รูปแบบการใช้หลัก แต่ SASE สามารถช่วยสนับสนุนการดำเนินงานในด้านนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบควบคุม แนวทางแบบรวมระบบนี้ช่วยสนับสนุนการบังคับใช้นโยบายที่สอดคล้องกัน รักษาความปลอดภัยในการควบคุมการเข้าถึง และช่วยให้สามารถติดตามตรวจสอบได้ในเวลาจริง ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ใช้และตำแหน่งที่ตั้งทั้งหมด เครื่องมือในตัว เช่น การป้องกันการสูญหายของข้อมูลและการบันทึกข้อมูลกิจกรรม ช่วยให้การปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น General Data Protection Regulation (GDPR) และ Health Insurance Portability and Accountability Act (HIPAA) เป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น และเนื่องจากสถาปัตยกรรมมีความยืดหยุ่น ธุรกิจต่างๆ จึงสามารถปรับตัวตามข้อบังคับที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานเดิมทั้งหมด  

วิธีการนำ SASE ไปใช้งาน

การนำ SASE มาใช้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยยกระดับสถาปัตยกรรมเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยของคุณให้มีความทันสมัย แนวทางแบบเป็นระยะจะช่วยบรรเทาความยากลำบากในการเปลี่ยนผ่าน และรับรองว่าเฟรมเวิร์กดังกล่าวจะสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ ความต้องการของทีมงาน และข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามข้อบังคับ

ขั้นตอนในการนำ SASE ไปใช้งาน
 
  1. ประเมินสภาพแวดล้อมในปัจจุบันของคุณ จัดทำแผนผังระบบเครือข่าย เครื่องมือรักษาความปลอดภัย รูปแบบการเข้าถึงของผู้ใช้ และแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์ที่มีอยู่ในปัจจุบันของคุณ
  2. กําหนดเป้าหมายทางธุรกิจและด้านการรักษาความปลอดภัย ระบุผลลัพธ์หลักที่ต้องการ เช่น การลดค่าใช้จ่าย การเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงระยะไกล หรือการสนับสนุนนโยบาย Zero Trust
  3. จัดลําดับความสําคัญของรูปแบบการใช้และสถานที่ปฏิบัติงาน เริ่มต้นจากส่วนงานที่ได้รับผลกระทบอย่างสูง เช่น บุคลากรที่ปฏิบัติงานจากระยะไกลหรือสำนักงานสาขาที่ยังคงใช้ระบบแบบดั้งเดิม
  4. เลือกผู้ให้บริการหรือแพลตฟอร์มที่รองรับการรวมระบบอย่างเต็มรูปแบบ มองหาโซลูชันแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั้ง SWG, ZTNA, FWaaS และการรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบคลาวด์
  5. ทดสอบและแก้ไขปัญหา ก่อนเริ่มใช้งานจริงด้วยการปรับใช้ SASE ให้ทดสอบฟังก์ชันการทำงานของ SASE ในสภาพแวดล้อมการจัดเตรียม และทดสอบวิธีการที่สแตกการรักษาความปลอดภัยแบบมัลติคลาวด์ของคุณจะรวมระบบกับ SD-WAN และเครื่องมืออื่นๆ ได้
  6. วางแผนการเปิดตัวเป็นระยะ โยกย้ายข้อมูลผู้ใช้ ตำแหน่งที่ตั้ง และแอปต่างๆ เป็นระยะ เพื่อป้องกันการหยุดชะงักและช่วยลดความซับซ้อนในการเริ่มนำไปใช้
  7. ติดตามตรวจสอบและปรับให้เหมาะสม ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลในตัวและการควบคุมเชิงนโยบาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เสถียรภาพการรักษาความปลอดภัยเมื่อเวลาผ่านไป
เคล็ดลับสําหรับการปรับใช้งานที่ประสบความสําเร็จ
 
  • ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงที่อิงตามข้อมูลประจําตัว เชื่อมโยงนโยบายเข้ากับบทบาทของผู้ใช้และสถานะของอุปกรณ์ แทนการพึ่งพาที่อยู่ IP หรือตำแหน่งที่ตั้งทางกายภาพ
  • รักษาความสอดคล้องของนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก นำกฎเดียวกันไปใช้กับผู้ใช้ แอป และภูมิภาคทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่า SASE ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการข้อมูลประจำตัวที่คุณใช้งานอยู่ในปัจจุบันได้ การรวมระบบอย่างไร้รอยต่อร่วมกับการลงชื่อเข้าระบบครั้งเดียว (SSO) และการรับรองความถูกต้องโดยใช้หลายปัจจัย ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น
  • ปรับให้เป็นระบบอัตโนมัติในทุกจุดที่ทำได้ ใช้เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยให้การตั้งค่านโยบายเป็นเรื่องง่าย ตรวจจับภัยคุกคามได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
  • ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ เปิดโอกาสให้ทีมรักษาความปลอดภัย ระบบเครือข่าย และการปฏิบัติตามข้อบังคับทำงานร่วมกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันการทำงานแบบแยกส่วน และช่วยให้การเปิดตัวระบบเป็นไปอย่างราบรื่น
การนำ SASE ไปใช้งานอาจเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณยังคงใช้งานระบบแบบดั้งเดิมหรือมีสภาพแวดล้อมแบบกระจายตัว การปรับระบบใหม่และระบบเก่าให้ทำงานร่วมกัน ประกอบกับการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญภายในบริษัท อาจส่งผลให้กระบวนการดำเนินงานล่าช้าลงได้ การรับมือกับปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการฝึกอบรม การสนับสนุนจากผู้ให้บริการ และการปรับความเข้าใจของทีมให้สอดคล้องกันอย่างชัดเจน จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น

นอกจากนี้ การเชื่อมโยงการเปิดตัว SASE เข้ากับเป้าหมายที่ใหญ่กว่าในการแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัลถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะกำลังรวมระบบจากผู้ให้บริการ รองรับการทำงานแบบไฮบริด หรือขยายธุรกิจไปสู่ตลาดแห่งใหม่ SASE สามารถช่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัย พร้อมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น SASE ยังช่วยให้การตรวจสอบและการจัดทำรายงานมีความสะดวกยิ่งขึ้น ด้วยการรวมศูนย์การมองเห็นข้อมูลการรับส่งข้อมูล พฤติกรรมของผู้ใช้ และการบังคับใช้นโยบายไว้ในที่เดียว ซึ่งช่วยให้การพิสูจน์การปฏิบัติตามข้อบังคับเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบลงอีกด้วย    

วิธีการที่องค์กรต่างๆ ใช้งาน SASE

SASE มอบประโยชน์ที่จับต้องได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้วยการจัดการกับความท้าทายเฉพาะตัวด้านการรักษาความปลอดภัยและการเชื่อมต่อเครือข่าย ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่องค์กรสามารถนำ SASE ไปใช้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึง ยกระดับการรักษาความปลอดภัย และรองรับการทำงานของทีมงานที่ปฏิบัติงานแบบกระจายตัวในสถานการณ์จริง
 
  • การค้าปลีก: ธุรกิจค้าปลีกระดับโลกได้เปลี่ยนจากการใช้ระบบ VPN แบบเดิมมาเป็น SASE เพื่อช่วยให้พนักงานประจำสาขาสามารถเข้าถึงระบบสินค้าคงคลังบนระบบคลาวด์และระบบ ณ จุดขายได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง โดยไม่ต้องส่งข้อมูลกลับไปยังศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง
  • การดูแลสุขภาพ: ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพระดับภูมิภาคได้นำ SASE มาใช้ เพื่อรองรับบริการการสาธารณสุขทางไกลและบุคลากรที่ปฏิบัติงานจากระยะไกล โดยบังคับใช้นโยบายการเข้าถึงข้อมูลที่ตรงตามมาตรฐาน HIPAA ทั้งบนอุปกรณ์ปลายทางและแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์ทั้งหมด
  • การผลิต: บริษัทผู้ผลิตที่มีฐานการดำเนินงานแบบกระจายตัว ได้นำ SASE มาใช้เพื่อเชื่อมต่อโรงงานในพื้นที่ห่างไกลและผู้รับเหมาเข้ากับระบบปฏิบัติการได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งยังคงรักษาการควบคุมการเข้าถึงอย่างเข้มงวดและความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของระบบ
  • การศึกษา: ระบบมหาวิทยาลัยได้นำ SASE มาใช้งานเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบไฮบริดและการดำเนินงานภายในวิทยาเขต โดยช่วยให้นักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ สามารถเข้าถึงเครื่องมือบนระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัยและสามารถปรับขนาดได้ทั้งภายในวิทยาเขตและจากระยะไกล
  • บริการทางการเงิน: สหกรณ์ออมทรัพย์ระดับประเทศได้นำ SASE มาใช้เพื่อปกป้องข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อน ในขณะที่พนักงานเข้าถึงระบบจากสาขาและสภาพแวดล้อมจากระยะไกล ซึ่งช่วยรับรองว่าการเชื่อมต่อจะมีความปลอดภัยและการบังคับใช้นโยบายจะมีความสอดคล้องกันในทุกจุดบริการ
 

แนวโน้มด้าน SASE ที่เกิดขึ้นใหม่

ในขณะที่องค์กรต่างๆ กำลังปรับปรุงเครือข่ายและกลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยให้มีความทันสมัย SASE ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้ใหม่ๆ ความก้าวหน้าในด้านระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบอัจฉริยะที่เครือข่ายปลายทางกำลังขยายขีดความสามารถของ SASE ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถปรับเปลี่ยนได้ มีประสิทธิภาพ และตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น

แนวโน้มสำคัญบางประการที่มีบทบาทในการกำหนดอนาคตของ SASE มีดังนี้:
 
  • AI และการเรียนรู้ของเครื่อง: เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับภัยคุกคาม การวิเคราะห์การรับส่งข้อมูล และการให้คำแนะนำด้านนโยบาย การเรียนรู้จากรูปแบบเมื่อเวลาผ่านไปจึงช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
  • การวิเคราะห์เชิงทํานาย: แพลตฟอร์ม SASE เริ่มตรวจพบปัญหาด้านประสิทธิภาพหรือการรักษาความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ ซึ่งช่วยให้ทีมงานสามารถดำเนินการเชิงรุกเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับต่ำ
  • ระบบอัตโนมัติในวงกว้าง: การปรับการบังคับใช้โยบายให้เป็นระบบอัตโนมัติ การตอบสนองต่อเหตุการณ์ และการตั้งค่าเครือข่าย ช่วยลดภาระงานที่ต้องดำเนินการด้วยตนเอง พร้อมทั้งรักษาความสอดคล้องกันในการปกป้องระบบ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนแบบกระจายตัว
  • การรวมระบบ IoT: เนื่องจากธุรกิจต่างๆ มีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์ภาคปฏิบัติงานมากขึ้น SASE จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบด้วยการเข้าถึงที่ตรวจสอบอัตลักษณ์ร่วมกับการวิเคราะห์ความเสี่ยง ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ปลายทางเหล่านี้
การเติบโตของเทคโนโลยี 5G และการประมวลผลที่เครือข่ายปลายทางมีส่วนในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้าน SASE เช่นเดียวกัน เนื่องจากการประมวลผลขยับเข้าใกล้ผู้ใช้และอุปกรณ์มากขึ้น SASE จึงต้องรองรับการเชื่อมต่อแบบกระจายศูนย์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพด้านการรักษาความปลอดภัย ผู้ให้บริการกำลังตอบสนองด้วยการให้บริการ SASE ผ่านฮับระดับภูมิภาคและโหนดปลายทางที่ใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย

คุณยังจะได้เห็นการรวมระบบที่ทำงานอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่าง SASE และแพลตฟอร์มการตรวจสอบการทำงานบนระบบคลาวด์อีกด้วย การรวมระบบการวัดและส่งข้อมูลทางไกลของเครือข่ายและข้อมูลเชิงลึกด้านการรักษาความปลอดภัยไว้ในที่เดียว ช่วยให้ทีมไอทีและทีมรักษาความปลอดภัยมองเห็นภาพรวมของประสิทธิภาพ การใช้งาน และความเสี่ยงได้อย่างชัดเจนและครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  

โซลูชัน SASE สำหรับธุรกิจ

ในขณะที่การเริ่มนำ SASE ไปใช้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าทันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายภายในองค์กรของคุณ ในระหว่างที่คุณกำหนดกลยุทธ์ SASE การมีเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลเพียงพอ เริ่มต้นด้วยการประเมินโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เพื่อระบุช่องว่างและโอกาสในการพัฒนา ค้นหาโซลูชันที่ทำงานร่วมกับเครื่องมือเดิมที่มีอยู่ได้อย่างราบรื่น และช่วยเสริมสร้างแนวทางปฏิบัติแบบ Zero Trust เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าสูงสุดให้กับการลงทุนในปัจจุบัน

สำหรับองค์กรที่มุ่งเน้นไปยังการรวมระบบรักษาความปลอดภัยแบบเน้นอัตลักษณ์เป็นสำคัญภายใต้เฟรมเวิร์กของ SASE Microsoft Entra ถือเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการรองรับระบบดังกล่าว Entra ในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Microsoft Security พร้อมรองรับหลักการ Zero Trust ด้วยการมอบการเข้าถึงที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ แอป หรือทรัพยากรทั้งหมด โดยนำเสนอการวิเคราะห์ความเสี่ยงในเวลาจริงและการบังคับใช้โยบายแบบครบวงจรทั่วทั้งสภาพแวดล้อมของคุณ
แหล่งข้อมูล

เรียนรู้วิธีการที่ Microsoft จัดการ SASE

กลุ่มผู้หญิงกำลังมองไปยังกระดาษแผ่นหนึ่ง
Microsoft Entra

เข้าถึงโซลูชันการเข้าถึงข้อมูลประจำตัวและเครือข่ายที่ครอบคลุม

รักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงสำหรับข้อมูลประจำตัวของบุคลากร ปริมาณงาน และลูกค้าด้วย Microsoft Entra
 บุคคลกำลังพิมพ์โดยใช้แล็ปท็อป
Zero Trust

ปกป้ององค์กรของคุณด้วยกลยุทธ์ Zero Trust

เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่การรักษาความปลอดภัยและลดความเสี่ยง ด้วยการรวมระบบการป้องกันด้วย AI เข้ากับแนวทาง Zero Trust ของคุณ

คำถามที่ถามบ่อย

  • SASE ย่อมาจาก Secure Access Service Edge ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ให้บริการบนระบบคลาวด์ ที่ผสานรวมการเชื่อมต่อเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันเป็นบริการเดียว SASE ช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าผู้ใช้หรืออุปกรณ์จะอยู่ที่ใดก็ตาม
  • โดยทั่วไปแล้ว โซลูชัน SASE จะประกอบด้วยชุดเทคโนโลยีที่รวมระบบเข้าด้วยกัน ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อมอบการเข้าถึงที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง องค์ประกอบหลักเหล่านี้ประกอบด้วย:

    • Software-Defined Wide Area Network (SD-WAN): มอบการเชื่อมต่อที่มีความปลอดภัยและปรับให้เหมาะสมสำหรับตำแหน่งที่ตั้งต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่
    • Secure Web Gateway (SWG): ปกป้องผู้ใช้จากการรับส่งข้อมูลบนเว็บที่เป็นอันตราย โดยบังคับใช้นโยบายการใช้งานที่ยอมรับได้
    • Cloud Access Security Broker (CASB): รักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน SaaS โดยการติดตามตรวจสอบการใช้งานและการบังคับใช้นโยบายเชิงข้อมูล
    • Firewall as a Service (FWaaS): มอบการปกป้องด้วยไฟร์วอลล์แบบรวมศูนย์ที่สามารถปรับขนาดได้ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในองค์กร
    • Zero Trust Network Access (ZTNA): แทนที่ VPN แบบดั้งเดิม โดยการอนุญาตให้เข้าถึงระบบโดยพิจารณาจากอัตลักษณ์ บริบท และเสถียรภาพของอุปกรณ์

    เมื่อทำงานร่วมกัน องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้การเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจากทุกตำแหน่งที่ตั้งหรืออุปกรณ์  
  • เฟรมเวิร์ก SASE คือแนวทางสมัยใหม่สำหรับสถาปัตยกรรมเครือข่าย ซึ่งผสานรวมระบบรักษาความปลอดภัยและการเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นบริการบนระบบคลาวด์เพียงหนึ่งเดียว ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายของสภาพแวดล้อมการทำงานแบบกระจายตัวในปัจจุบัน ซึ่งผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันต่างๆ มักปฏิบัติงานอยู่ภายนอกขอบเขตระบบเครือข่ายแบบดั้งเดิม

    ด้วยการนำนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยอัตลักษณ์ไปใช้ร่วมกับการส่งมอบการรักษาความปลอดภัย ณ เครือข่ายปลายทาง เฟรมเวิร์กนี้จึงสามารถรองรับการเข้าถึงบริการระบบคลาวด์และทรัพยากรภายในได้อย่างปลอดภัยและสามารถปรับขนาดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิมหรือศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง
  • สถาปัตยกรรม SASE รวมฟังก์ชันระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันในแพลตฟอร์มแบบครบวงจรบนระบบคลาวด์ ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายปลายทางสองฝั่ง การบังคับใช้โยบายในเวลาจริง และการเข้าถึงระบบอย่างปลอดภัยในทุกตำแหน่งที่ตั้งและอุปกรณ์ องค์กรสามารถปรับใช้ SASE ได้โดยใช้บริการบนระบบคลาวด์ จุดให้บริการเครือข่ายทั่วโลก และการควบคุมตามอัตลักษณ์ร่วมกัน เพื่อรับรองว่ามีการป้องกันและประสิทธิภาพการทํางานที่สอดคล้องกัน
  • Secure Access Security Edge (SASE) และ Security Service Edge (SSE) เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกัน แต่มีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกัน
     
    • SASE ครอบคลุมทั้งความสามารถด้านระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัย เช่น SD-WAN, การเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล และการควบคุมการเข้าถึงเครือข่าย
    • SSE คือส่วนย่อยของ SASE ที่มุ่งเน้นไปยังองค์ประกอบด้านการรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งรวมถึง SWG, CASB และ ZTNA

    หากองค์กรของคุณมีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบเครือข่ายอยู่แล้ว แต่ต้องการเลเยอร์ระบบความปลอดภัยที่ทันสมัยยิ่งขึ้น SSE อาจเป็นโซลูชันที่เหมาะสม สำหรับการรวมระบบการรักษาความปลอดภัยและระบบเครือข่ายอย่างเต็มรูปแบบทั้งในสภาพแวดล้อมบนระบบคลาวด์และแบบไฮบริด SASE จึงถือเป็นเฟรมเวิร์กที่ครอบคลุมกว่า

ติดตาม Microsoft Security

ไทย (ไทย) ความเป็นส่วนตัวด้านสุขภาพของผู้บริโภค ติดต่อ Microsoft ความเป็นส่วนตัว จัดการคุกกี้ ข้อตกลงการใช้งาน เครื่องหมายการค้า เกี่ยวกับโฆษณาของเรา